นักสู้ต้องดูที่หัวใจ

หัวใจนักสู้กับการทำธุรกิจ

                การเริ่มต้นสู่การเป็นนักธุรกิจของหลายคน อาจจะไม่ได้มาด้วยจุดเริ่มต้นเดียวกัน  นักธุรกิจบางท่าน เริ่มตั้งแต่ยังเด็ก อันนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่เห็นเป้าหมายและได้เปรียบผู้อื่นในเรื่องเวลาที่ได้ฝึกการมองหาช่องทางการทำธุรกิจ แต่ในปัจจุบัน ยังมีกลุ่มคนธรรมดาอีกมากที่ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจจนต้องบีบตัวเองมาหารายได้เสริมเพื่อช่วยครอบครัว  เช่นจากสถิติในวงการการศึกษา ในแต่ละปีจำนวนเด็กที่ต้องออกมาหาเงินส่งตัวเองเรียน เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ  บทความนี้จะขอเล่าตัวอย่างการเริ่มต้นทำธุรกิจบางส่วน  โดยอยากให้รับรู้ได้ถึง “หัวใจนักสู้” ที่ทุกคนที่เข้าสู่วงการธุรกิจจำเป็นต้องมี ไม่ว่าธุรกิจที่ทำจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แค่ไหนก็ตาม การจะทำให้ธุรกิจยืนหยัดฝ่าไปได้ จำเป็นที่จะต้องกล้าที่จะสู้กับทุกปัญหาที่เข้ามาอย่างกล้าหาญค่ะ  

ตัวอย่างแรก ครอบครัวข้าราชการ ที่ประสบปัญหาหนี้สินเนื่องจาก ซื้อที่ดินและสร้างบ้านหลังใหญ่เกินกว่าฐานะที่มี ประกอบกับการใช้จ่ายที่ไม่ระมัดระวัง จนเริ่มติดขัดตั้งแต่ลูกเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนเกิดการติดลบทุกเดือน แม้กระทั่งเงินค่าข้าวที่จะเลี้ยงครอบครัว อยากหารายได้เสริมก็ไม่มีทุน ภรรยาจึงเริ่มต้นด้วยการหาเสื้อผ้า ของที่เหลือใช้ในบ้านมาขายที่ตลาดนัด พบว่า ขายให้เพื่อนบ้านชาวพม่าได้ดีมาก จึงเริ่มขอซื้อเสื้อผ้าจากคนรอบข้างมาขาย และแบ่งทุนส่วนหนึ่งอย่างมีวินัยเพื่อต่อยอดที่จะหาซื้อสินค้าอื่นมาขาย หลังจากนั้น ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนด้วยกันคือให้กระเป๋าเอามาขายก่อน ขายได้ค่อยคืนทุน ก็สามารถทำได้ดี และสามารถรับรู้ความชอบของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ระดับหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน ขณะที่ไปขายของในที่ต่างๆ ก็ได้ศึกษาลักษณะตลาดแต่ละแห่ง ของที่เหมาะกับการนำไปขายที่นั้นๆ ตลอดจนลักษณะของสินค้าที่ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ชอบ เพื่อจะได้แนวทางในการเอาของไปขายต่อไป  ทั้งนี้ ควบคู่กับการรับกระเป๋ามาขาย ก็ได้ฝึกหัดตัดเย็บกระเป๋าแบบต่างๆ เพื่อให้สามารถออกแบบและผลิตได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป สิ่งที่สำคัญที่คุณแม่บ้านคนนี้กล่าวคือ ” ชีวิตต้องสู้ ถึงวันนี้จะขายได้ ไม่พอจ่ายค่าแผง แต่เราอย่ายอมแพ้ พรุ่งนี้มาเริ่มกันใหม่ ให้คิดแง่บวกเข้าไว้ในแต่ละวันจะได้มีแรงสู้เพื่อคนในครอบครัว”

ตัวอย่างที่สอง เป็นหนี้สินเพราะถูกสามีหลอกและหนี้สินทั้งหมดเป็นชื่อภรรยา เงินเดือนที่ได้รับเมื่อจ่ายหนี้สินหมด ไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่ายในแต่ละวัน ต้องหารายได้เสริม จึงต้องเริ่มต้นที่ถามตัวเองว่าจะสามารถหาเงินได้อย่างไรในสภาวะไม่มีเงินลงทุน และได้เริ่มต้นที่การทำงานเขียนซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ดี ไม่ต้องมีเงินลงทุน เสียแต่ค่าโทรศัพท์ในการติดต่องาน และทำงานหลังเลิกงานได้ จึงได้เริ่มต้นด้วยการเขียนบทความเพื่อได้เงินระยะสั้น เขียนนิยายเพื่อหวังรายได้ในระยะยาวควบคู่กันไป โดยได้รับงานเขียนบทความด้านต่างๆ เพื่อเป็นเนื้อหาสนับสนุนของการทำธุรกิจประเภทต่างๆ ที่จะนำลงไปเผยแพร่ทางเวปไซต์  และได้รวบรวมสมาชิกนักเขียนเข้าเป็นกลุ่มทำงานร่วมกัน โดยมีการควบคุมคุณภาพของงาน และเนื่องจากนักเขียนแต่ละคนมีสไตล์ที่แตกต่างกัน จึงทำให้งานเขียนดูไม่ซ้ำซาก และยังสามารถส่งลูกค้าได้เร็ว ทำให้ลูกค้าติดใจในคุณภาพและการส่งงานได้อย่างรวดเร็ว มีคำพูดหนึ่งที่น่าสนใจจากนักเขียนผู้นี้ หลังจากไปเสนองานกับสำนักพิมพ์ และทางสำนักพิมพ์ขอให้แก้เนื้อหาอย่างมากว่า “ถ้าต้องแก้ตามสำนักพิมพ์ความเป็นตัวตนของเรามันเหมือนหายไป ทำไมต้องให้สำนักพิมพ์ตัดสินเรา เราควรให้นักอ่านตัดสินไม่ใช่หรือ” และมีคำกล่าวส่งท้าย ฉันอยากมีสำนักพิมพ์ของตัวเองที่ แม้กระทั้งแม่ค้าส้มตำ หรือว่า คนกวาดขยะ สามารถเป็นนักเขียนได้  เพราะเชื่อว่าบางครั้งนักอ่านก็อยากรู้จักวิถีชีวิตคนอาชีพอื่นหรือในมุมคนอื่นๆ ที่ไม่ต้องประสบผลสำเร็จก็ได้

ตัวอย่างทั้งสองนี้เป็นเพียงการสะท้อนถึงการเริ่มต้นของธุรกิจในกลุ่มคนที่ประสบปัญหาการเงิน ไม่มีเงินลงทุน  ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้หัวใจความเป็นนักสู้ ค้นหาลู่ทางของตัวเองให้พบ เพื่อจะได้ตั้งต้นและเดินหน้าไปในเส้นทางธุรกิจตามแบบฉบับของตนเอง เชื่อว่า หัวใจนักสู้ของทุกๆ คน จะส่งผลให้คุณประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอนค่ะ